
บุตรหลานของท่านเป็นโรคหัวใจที่เกิดขึ้นในภายหลังมีชื่อว่า โรคหัวใจรูห์มาติก เกิดจากคออักเสบจากเชื้อเบต้า - สเตร็บโตคอคคัส กรุ๊ป A โดยผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอ มีไข้ กลืนน้ำกลืนข้าวจะเจ็บคอหรือทอนซิลเป็นหนอง ผลจากการติดเชื้อนี้ทำให้ร่างกายสร้างสารบางอย่างขึ้นมาทำลายหัวใจของตนเอง โดยบุตรหลานของท่าน อาจมีลิ้นหัวใจรั่ว ทำให้หัวใจต้องทำงานมากขึ้น บางรายจะทำให้เกิดภาวะหัวใจวายได้ขึ้นกับความรุนแรงของความผิดปกติที่ลิ้นหัวใจ
ข้อที่ควรรู้เกี่ยวกับโรคนี้
1. โรคนี้สามารถกลับเป็นซ้ำได้ มีโอกาสมากกว่าคนธรรมดา 10-15 เท่า แต่สามารถป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้ โดยรับประทานยาป้องกันจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
1. โรคนี้สามารถกลับเป็นซ้ำได้ มีโอกาสมากกว่าคนธรรมดา 10-15 เท่า แต่สามารถป้องกันการกลับเป็นซ้ำได้ โดยรับประทานยาป้องกันจากแพทย์อย่างสม่ำเสมอ
2. ลิ้นหัวใจที่รั่วนี้ ถ้าหากเป็นไม่รุนแรงและได้รับยาป้องกันการกลับเป็นซ้ำสม่ำเสมอจะมีโอกาสกลับเป็นปกติได้ แต่ทั้งนี้ยังต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ตลอด
3. ถ้าหากผู้ป่วยกลับเป็นโรคเป็นซ้ำอีก จะมีปัญหากับลิ้นหัวใจถูกทำลายมากขึ้น เด็กจะยิ่งมีภาวะหัวใจวายมากขึ้น เด็กอาจต้องได้รับการผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนลิ้นหัวใจอันเป็นภาระที่ใหญ่หลวงต่อครอบครัวอย่างมาก ทั้งค่าใช้จ่ายและการดูแลในระยะยาว
ให้ท่านดูแลบุตรหลานของท่านดังนี้
1.ควรได้รับยาเพนนิซิลลิน (Penicillin) ป้องกันโรคกลับซ้ำอย่างสม่ำเสมอ อาจเป็นยาฉีดเข้ากล้ามทุกเดือนหรือยากินซึ่งต้องกินทุกวัน ถ้าหากติดธุระในวันที่นัดฉีดยาให้ไปฉีดก่อนเวลาจะดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นเหตุธุระอันใดก็ตามควรต้องได้รับการฉีดยาหรือการกินยาป้องกันเสมอ ขอเน้นว่าเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
2. กินอาหารได้ทุกชนิด ปรุงอาหารตามปกติโดยไม่ต้องเพิ่มเค็มอีก หลีกเลี่ยงอาหารเค็มจัด เช่น ไข่เค็ม ปลาเค็ม เกลือ หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป พยายามเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย เนื้อ นม ไข่ ควรปรุงอาหารด้วยน้ำมันพืช ใช้การทอดหรือผัดจะทำให้ผู้ป่วยสมบูรณ์แข็งแรงและอ้วนท้วนดีขึ้น
3. ไม่ควรออกกำลังกายที่หนักเกินไป ไม่ควรไปแข่งกีฬา
4. รับประทานยาที่แพทย์ให้ตามที่ซองยาเขียนไว้
4.1 กรณีที่ได้ยาขับปัสสาวะด้วย ควรรับประทานผลไม้มากขึ้น เช่น กล้วย ส้ม สับปะรด เป็นต้น
4.2 ในระหว่างที่รับประทานยา ถ้ามีอาการชีพจรเต้นไม่ปกติ คลื่นไส้อาเจียน ใจสั่น ให้หยุดยาไว้ก่อนและรีบพบแพทย์
4.3 ไปพบแพทย์ที่ใดก็ตามให้นำซองยาที่บุตรหลานท่านกินอยู่ไปด้วยเสมอ
5. ลิ้นหัวใจของบุตรหลานท่านมีความขรุขระไม่เรียบเหมือนเด็กปกติ จึงมีโอกาสติดเชื้อที่หัวใจได้ง่าย เชื้อเหล่านี้มักมาจากในช่องปาก ถ้าหากจำเป็นต้องไปทำฟันหรือตรวจเพิ่มเติมใด ๆ ที่ต้องใส่เครื่องมือเข้าตัวผู้ป่วย ให้บอกแพทย์ผู้ดูแลเสมอ จะได้รับยาป้องกันการติดเชื้อโรคที่หัวใจเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นยาคนละชนิดกับยาที่ผู้ป่วยได้รับเป็นประจำ
6. ดูแลฟันให้ดี
4.1 กรณีที่ได้ยาขับปัสสาวะด้วย ควรรับประทานผลไม้มากขึ้น เช่น กล้วย ส้ม สับปะรด เป็นต้น
4.2 ในระหว่างที่รับประทานยา ถ้ามีอาการชีพจรเต้นไม่ปกติ คลื่นไส้อาเจียน ใจสั่น ให้หยุดยาไว้ก่อนและรีบพบแพทย์
4.3 ไปพบแพทย์ที่ใดก็ตามให้นำซองยาที่บุตรหลานท่านกินอยู่ไปด้วยเสมอ
5. ลิ้นหัวใจของบุตรหลานท่านมีความขรุขระไม่เรียบเหมือนเด็กปกติ จึงมีโอกาสติดเชื้อที่หัวใจได้ง่าย เชื้อเหล่านี้มักมาจากในช่องปาก ถ้าหากจำเป็นต้องไปทำฟันหรือตรวจเพิ่มเติมใด ๆ ที่ต้องใส่เครื่องมือเข้าตัวผู้ป่วย ให้บอกแพทย์ผู้ดูแลเสมอ จะได้รับยาป้องกันการติดเชื้อโรคที่หัวใจเพิ่มเติม ซึ่งจะเป็นยาคนละชนิดกับยาที่ผู้ป่วยได้รับเป็นประจำ
6. ดูแลฟันให้ดี
- แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
- พาบุตรหลานท่านไปตรวจเช็คฟันอย่างน้อยปีละครั้ง
- หลีกเลี่ยงขนมหวานลูกกวาด ถ้าจะกิน ต้องแปรงฟันหลังกินเสร็จทันทีหรือบ้วนปากแรง ๆ
- กินฟลูออไรด์ตามที่แพทย์แนะนำ โดยปรึกษาทันตแพทย์ที่ชุมชนของท่าน
7. รับวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ ได้เหมือนเด็กปกติทั่วไป
- หลีกเลี่ยงขนมหวานลูกกวาด ถ้าจะกิน ต้องแปรงฟันหลังกินเสร็จทันทีหรือบ้วนปากแรง ๆ
- กินฟลูออไรด์ตามที่แพทย์แนะนำ โดยปรึกษาทันตแพทย์ที่ชุมชนของท่าน
7. รับวัคซีนป้องกันโรคต่าง ๆ ได้เหมือนเด็กปกติทั่วไป